หลายครั้งที่ต้องตอบคำถามใครต่อใครว่าอาชีพอีเว้นท์นั้น
แท้จริงแล้วทำหน้าที่อะไรกันแน่ ???

เพราะดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับเป็นอาชีพจัดหาความบันเทิงมีทั้งแสงไฟ ดนตรี ดารา จัดหาความหวือหวาให้คนตื่นเต้นตื่นตาชั่วข้ามคืนหรือ บางคนบอกเป็นอาชีพอำนวยความสะดวก ใครอยากได้อะไรจัดหามาให้ได้หมดทุกสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้หาให้ได้

10 ปีที่อยู่ในสายอาชีพนี้มาจะตอบแบบข้างต้นที่ว่าก็ไม่ได้ผิดและก็ไม่ถูกซะทีเดียว
เพราะนักทำอีเว้นท์นั้นแท้จริงแล้วนั้นเค้าเป็นใครคนนึงที่สามารถนำทุกอย่าง
มาเรียงร้อยให้เกิดเรื่องราวที่จะเล่าให้กับผู้คนได้ฟังในแบบที่เกิดประสบการณ์
ตา หู จมูก ลิ้น ใจ ได้สัมผัสประสบการณ์จากวิธีเล่าเรื่องของนักทำอีเว้นท์
จนทำให้ผู้คนตราตรึงประทับใจจนสามารถสร้างเรื่องเล่าบอกต่อ
ในสไตล์นักเล่าเรื่องแบบของตัวเอง

ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงของงานอีเว้นท์หนึ่งงาน
สามารถวัดผลแบบจับต้องได้จากการที่คนมาร่วมงานแล้วเล่าเรื่องที่เราเล่ากระจายต่อออกไป
ยิ่งเกิดกระแสพูดต่อในโลกของโซเชียลที่มีคนเห็นเป็นล้านคนมากเท่าไร
ยิ่งบ่งชี้ว่าอีเว้นท์นั้นได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องของแบรนด์นั้นได้อย่างมีประสิทธิผล

ดังนั้นในตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องมามากว่า 1,000 อีเว้นท์
จึงทำให้เราค้นพบทฤษฎีในวิธีการเล่าเรื่องที่มีส่วนผสมและองค์ประกอบที่ใช้การได้
สามารถที่จะใช้เป็นแกนหลักในการตีโจทย์ของทุกแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และทำให้อีเว้นท์ของเราในทุกงานคือความแตกต่างในทุกด้าน
รวมถึงผลลัพท์ในระดับที่พิเศษเหนือธรรมดา

ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า “การสร้างการปรากฎของแบรนด์” ( Brand Occurring )
ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ทุกคน
ที่จะมีการลงมือกระทำที่สอดคล้องกับวิธีที่สิ่งหรือสถานการณ์ข้างหน้าปรากฎ
เช่น วิธีที่นักเทนนิสรับลูกบอลจะสอดคล้องกับวิธีที่ลูกบอลนั้นปรากฎต่อเขา
ถ้าลูกบอลนั้นปรากฎว่าพุ่งเร็วแรงดุจดั่งกระสุน ผู้เล่นคนนั้นก็จะมีพฤติกรรมที่หลบก้มหมอบ

เหมือนกับบทสัมภาษณ์ของ อังเดร์ ออกัสซี่นักเทนนิสแชมป์ระดับโลกว่า
เขาเห็นลูกเทนนิสค่อยๆหมุนจนเห็นขนที่ลูกบอลนั้น
และขนาดของมันก็กลมใหญ่ดุจเท่าลูกแตงโม
จึงทำให้วิธีที่เค้ารับลูกน้ันสงบนิ่งและมองหาช่องว่างในพื้นที่คู่แข่งในการตบลูกนั้นลง

พฤติกรรมของมนุษย์ที่มีกับแบรนด์สินค้าก็ไม่แตกต่างกัน
แบรนด์ไหนที่ปรากฎเป็นความน่าเชื่อถือน่าวางใจ
ลูกค้าก็จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้องโดยการภักดีต่อแบรนด์นั้นอย่างมั่นคง
แบรนด์ไหนที่ปรากฎเป็นความถูกประหยัดราคา
พฤติกรรมของลูกค้านั้นก็พร้อมเปลี่ยนใจได้เร็วต่อราคาของคู่แข่งนั้น

ดังนั้นอีเว้นท์ในฐานะเครื่องมือสื่อสารการตลาด
จึงต้องมีความเข้าใจในบริบทของแบรนด์นั้นๆเสมอว่าแบรนด์นั้น
ได้ถูกสร้างให้ปรากฎต่อลูกค้าในแบบใด
การตีโจทย์อีเว้นท์นั้นๆจะต้องอยู่ภายใต้ภาพใหญ่ของแบรนด์
ที่จะถูกฉายภาพย้ำต่อด้วยอีเว้นท์ในการสร้างประสบการณ์กับแบรนด์แบบ 6 สัมผัส
(รูป รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก และ ความคิด)
และเกิดการประมวลผลในประสบการณ์ลูกค้าว่าชอบหรือไม่ชอบในแบรนด์นั้น
จนส่งผลต่อพฤติกรรมในการเลือกหรือไม่เลือกแบรนด์เราต่อไปหรือไม่?
โดยผลลัพท์จากอีเว้นท์จะดูได้จากการพูดถึงแบรนด์หลังจากจบงานไป

การทำงานของทีมเราจึงมุ่งเน้นการหา Context ของแบรนด์ก่อนเสมอ
เพราะการปรากฎของแบรนด์นั้นจะถูกเห็นได้จากบริบทที่เราสร้าง
แล้วต่อจากนั้นเราจึงตามหา Content ที่เสริมส่งภาพแบรนด์นั้นให้ปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้น
เน้นย้ำเสมอ!!!!! อย่าทำงานจากล่างขึ้นบนโดยการมุ่งหา Content ก่อน
แล้วค่อยประกอบร่างอีเว้นท์นั้นขึ้นมาเพราะสุดท้ายแล้วภาพแบรนด์ที่ปรากฎจะผิดเพี้ยนไป

กรณีศึกษาจากเคสผลงานของเราทุกทุกงาน
จะบ่งบอกความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในตัวของผู้บริโภคทุกคนที่มาร่วมงาน
ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายสวยๆหรือเทคนิคแพงๆที่แปะหน้าโปรไฟล์
ที่ดูแล้วบริษัทอีเว้นท์ก็ทำอีเว้นท์ได้ไม่ต่างกัน
เพราะความแตกต่างไม่อาจดูได้จากอุปกรณ์ ดารา เกมส์ การดีไซน์
แต่มันดูได้จากภาพที่ปรากฎของแบรนด์น้ันต่อใจของลูกค้าที่มาร่วมงานนั้น

นักเล่าเรื่องที่ดีจึงต้องมีทั้งศิลปะและกลยุทธในการสื่อสาร
เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องที่เราเล่าจะต้องบอกความจริงในแบบที่มีชั้นเชิง
คนเราชอบเรื่องราวมากกว่าเรื่องจริงแต่เรื่องจริงคือความยั่งยืนตลอดไป
นักเรื่องเล่าที่ดีจึงต้องมีศิลปะ กลยุทธ์ และ ศีลธรรม

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น