ต่อจากนี้จะเป็นการแถลงไขจากคนในสู่ภายนอกว่า ความจริงคืออะไรที่คนในอยากออกเหลือเกิน!!!!(ต่อจากตอน 7)

1. ธุรกิจนี้จับเสือมือเปล่า
งานอีเว้นท์เป็นดั่งศิลปะที่ซ่อนแฝงด้วยกลยุทธ์ที่จะต้องสร้างสิ่งสวยงาม
ที่สามารถลิ้งค์กลับเข้ามาที่แบรนด์ได้อย่างแนบเนียน
การคิดแบบตกผลึกจะต้องตีโจทย์กลับไปกลับมา
จนให้แน่ใจว่าเงินลงทุนทั้งหมดจะกลับมาที่ประโยชน์ของแบรนด์
กำลังความคิดที่ถูกใช้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ลงไปนั้น
ช่างสวนทางเพราะค่าความคิดจะถูกจ่ายเพียงแค่ 15%
แต่เงินทั้งหมดจะเทลงไปที่บริษัทโปรดักชั่นข้างนอก
ธุรกิจอีเว้นท์สู้กันเพื่อขายความคิดอย่างดุเดือด
แต่สุดท้ายช้างที่ล้มได้ทั้งตัวก็ถูกกระจายออกจนหมดสิ้นเหลือเพียงกระดูกไว้แขวนคอ
ที่ต้องบริหารทุกก้อนให้จบสิ้นสวยสมบูรณ์แบบ

ดังนั้นบริษัทซัพพลายเออร์ที่มีน้อยมากกว่าออแกไนเซอร์
จึงถือว่าอยู่ในฐานะที่รอให้ออแกไนเซอร์สู้กันจนใครเหลือรอดชนะมา
ก็ได้นอนรองานจากออแกไนเซอร์อยู่ดี

เฉกเช่นเดียวกับลูกค้าแบรนด์ต่างๆที่มีอยู่ในตลาดจำนวนเท่ากันในแต่ละปี
ก็ยิ่งอยู่ในฐานะหล่อสวยเลือกได้ที่เปิดแข่งขายไอเดียแต่ละทีเกือบ 10 เจ้า
ซึ่งจะมี 9 บริษัทที่ลงทุน ลงแรง ลงเวลาและสุดท้ายก็สูญเปล่า
(บ้านเราเป็นประเทศที่ไม่มีการจ่ายค่าทีมบิดดิ้งซึ่งต่างจากเมืองนอก)

สิ่งที่เป็นด้านมืดของวงการอีเว้นท์ที่รับรู้กันว่าการแข่งขันขายไอเดีย
บางครั้งทุกบริษัทจะต้องรับความเสี่ยงที่ลูกค้าบางรายล็อกเจ้าไว้แล้ว
การพิทชิ่งจึงเป็นเพียงพิธีผักชีโรยหน้าเพื่อทำตามกฎระเบียบเท่านั้น

หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น….การพิทชิ่งคือการนั่งฟังไอเดียทั้งหมดแล้วไปยำรวมกัน
กลายเป็นงานอีเว้นท์ที่รวมมิตรต้มยำกุ้งไว้ในงานเดียว!!!!!

นั่นคือความบอบช้ำของคนทำงานอีเว้นท์
ที่ยืนหยัดในจรรยาบรรณของวิชาชีพที่ต้องสู้ให้กับคุณค่าของความคิด
ที่บางครั้งลูกค้าก็จะมีปัญหากับ 15% มูลค่าผลตอบแทนของคนทำงาน

2. ธุรกิจนี้สนุก มันส์ คนทำงานไม่จำเป็นต้องจบตรง
ในความเป็นจริงแล้วอาชีพนี้คือคนกู้ระเบิดเวลา
งานอีเว้นท์เกี่ยวกับเวลาที่จำกัดกับความต้องการที่ไม่จำกัด
คนทำงานสายนี้จะต้องใช้ชีวิตเดินทางสายกลาง
จะแข็งเกินไปก็หัก จะอ่อนเกินไปก็เละ
วุฒิภาวะทางอารมณ์ของคนอีเว้นท์จะต้องเสถียร หนักแน่น
ไม่ตื่นตูมแต่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา
วุฒิความคิดต้องฉลาดรู้จักการบริหารมนุษย์ที่มีความหลากหลาย
ให้ไปในจุดหมายเดียวกันและที่สำคัญชีวิตของคุณทุกวินาทีคือการทำอีเว้นท์
ไม่เว้นแม้แต่เวลาของชีวิตส่วนตัวที่คุณจะต้องพร้อมเสมอสำหรับเหตุฉุกเฉิน

บุคลากรของคนทำงานอีเว้นท์ที่เป็นตัวจริงจึงเป็นคนที่เรียกว่าทุ่มเท
ลูกน้องผมที่เป็นสาวสวยหลายคนจึงลงเอยด้วยการขึ้นคาน
การแต่งงานกับการมีลูกเป็นเรื่องต้องห้ามและรวมถึงการตายก่อนงานจะจบ
ก็เป็นเรื่องต้องห้ามที่ทุกคนไม่สามารถทำได้เช่นกัน!!!!

บริษัทอีเว้นท์จึงมีอัตราการย้ายงานสูงและมีการทุ่มซื้อตัวกัน
ทำให้บุคคลากรที่มีความภักดีต่อองค์กรหายาก
และเกิดการรับงานฝิ่นที่ถือเป็นการทำลายระบบอุตสาหกรรมเดียวกันเอง

3. คอนเน็คชั่นดีมีงานตลอดปี
ฝีมือดีแต่ไม่มีคอนเน็คชั่นก็เป็นอุปสรรคที่หลายบริษัทต้องแข่งขันกันเสนอตัวกับตลาด
การลด แลก แจก แถม จ่าย จึงทำให้หลายบริษัทต้องใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งงาน
คนมีฝีมือจึงเป็นเรื่องรองกว่าเส้นสายที่หางานมาได้
สุดท้ายอุตสาหกรรมก็ถูกทำลายกันเองเพราะการทำอีเว้นท์ที่เน้นอุปกรณ์แต่ขาดความคิด
ก็ไม่ได้ถูกส่งผลในการใช้เครื่องมือการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

4. งานอีเว้นท์ที่เบื้องหน้าดูโก้เก๋
แต่ความเป็นจริงแล้วเบื้องหลังคืองานที่เต็มไปด้วยความกดดัน
การบริหารอุปกรณ์เป็นเพียงส่วนน้อยแต่การบริหารคนเป็นเรื่องใหญ่
เวลาคือความกดดัน การสร้างโมเม้นต์ที่ประทับใจคือเส้นตายที่พลาดไม่ได้
คนทำอีเว้นท์จะเจอโจทย์งานที่เรียกว่าเนรมิตให้ได้ภายชั่วข้ามคืน
ใครหาอะไรไม่ได้ในโลกใบนี้ออแกไนเซอร์หาให้ได้
นั่นจึงเป็นที่มาว่าวงการนี้ถ้าทำดี เขาเรียก คนทำอีเวนท์
ถ้าทำไม่ดี ไม่ทัน ไม่ได้ดั่งใจ เขาเรียก อีเวร!!!!!

เมื่อคุณอ่านครบทุกข้อก็กรอกใบสมัครเข้าสู่วงการอีเว้นท์ได้เลย!

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น